สมเพชตัวเอง ...

posted on 12 Jul 2008 21:44 by crescentsweet  in Fallen

คนนึง ... นั่งเรียนแทบทั้งอาทิตย์  เวลาว่างก็อ่านสอบรามไม่ก็ทำงานหัวปักหัวปำ
อีกคน ... แทบไม่สนใจเรียน  ว่างอาทิตย์ละ 3-4 วัน  นั่งเล่นคอม  อ่านหนังสือการ์ตูน  นอน

คนนึง ... ทำทุกอย่างแต่ไม่เคยถูกใจคนอื่น  ไม่เคยดีพอซักอย่าง 
อีกคน ... ไม่เรียน  ไม่ต้องทำอะไรก็ไม่มีใครว่า  

ตอนเค้าขึ้น ม.ปลาย  ทั้งแทบไม่ทำการบ้านทั้งไม่เรียน  กลับถึงบ้านตอนเที่ยง  เรียนพิเศษก็ไม่เรียน  ไม่อะไรซักอย่าง
ถึงคราวเราขึ้นม.ปลายบ้าง  นึกว่าจะสบายได้อย่างเขา  เปล่าเลย  แค่กระเป๋าก็แบกเข้าไปวันละเกือบ 10 กิโล  ออกจากบ้าน 6 โมงกลับถึงบ้าน 2 ทุ่ม  เรื่องงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ตอนสอบเอนท์ ... ไม่อ่านหนังสือ  ไม่เรียนพิเศษ  เอนท์ไม่ติดก็ไม่เดือดร้อน  ก็เรียนไปตามพ่อสั่ง อยู่บ้านว่างกว่าเดิม
ถึงตอนเราสอบเอนท์ ... เรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์  ยิ่งอาทิตย์ก่อนสอบแทบตายห่า  เอนท์ติดให้ตามที่ต้งการแล้ว  พอถึงเวลาเลือกจริงก็โดนด่าอีกว่าโง่ไปเลือกอะไรไม่เข้าเรื่อง

คงเพราะเรามันไม่ช่างประจบ  ไม่ชอบเรียกร้องความเห็นใจไม่ยอมตาม   ใครก็มาบังคับไม่ได้  ทีนี้พอถึงเวลาต้องการอะไรก็ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง  ผลคือต้องทำอะไรหนักกว่าคนอื่นเขาตลอด ... ไม่เหมือนกับอีกคน

 

ก็รู้ ... ว่าเลือกที่จะยืนด้วยขาตัวเองมันหนัก  รู้อีกเหมือนกันว่าเค้าเป็นแบบนั้นก็ห้ามคนอื่นให้ต้องคอยดูแลเค้าเป็นพิเศษไม่ได้  แต่บางครั้งพอมาทำให้เห็นต่อหน้ามันก็หงุดหงิดเป็นเหมือนกัน

หงุดหงิด = อิจฉา ?
 

บางทีเรานั่งทำโมเดล  ท่องหนังสือ  ทำงานจนหัวฟู  ก็มานั่งเล่นคอมอยู่ข้างๆ  เปิด MV นักร้องญี่ปุ่นดังลั่น  แถมแทบจะลุกขึ้นมาเต้นตาม  เห็นแล้วอยากลุกขึ้นไปกดรีสตาทเครื่องซะให้รู้แล้วรู้รอด

 

ก็ไม่ค่อยอยากจะเดาว่าต่อไปพอไม่มีใครคอยช่วยเหลือแล้วเค้าจะเป็นยังไงต่อ  ไม่ค่อยอยากจะคิดอีกเหมือนกันว่าเราเหมือนจะมีโอกาสดีกว่าเขาที่มีเป้าหมาย  มีสิ่งที่อยากทำแล้วต้องทำให้สำเร็จ  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอิจฉาอยู่

 

อิจฉาที่ว่าง  อิจฉาที่ไม่ต้องดิ้นรน  อิจฉาที่มีคนคอยช่วยเหลือตลอด ...

อิจฉาคนที่เค้ามีโอกาสน้อยกว่าเรา ... อิจฉาคนที่เราคิดว่าน่าสมเพช

 

... แล้วทำไมถึงยังอิจฉา ?

 

คำตอบง่ายๆ

ก็เราน่าสมเพชกว่าเขาน่ะสิ   


เท่านั้นแหล่ะ  ไม่มีอะไร
มาก

เธอสนามจันทร์...ฉันท่าพระ

เธอ...อยู่ในเครื่องแบบ หอบหนังสือถือปากกา
นั่งมุ่งมั่นคิ้วขมวดอยู่กับตำราในห้องเรียน
นี่เธอ ! ลองเงยน่าขึ้นจากตำราสิ แล้วมองไปที่นอกหน้าต่าง เห็นมั๊ย นกตัวเล็กๆ กำลังร้องเสียงหวาน กระโดดโลดเต้นอยู่บนกิ่งไม้

ออกจากห้องเรียนมา เธอกลับหอพัก ดูโทรทัศน์ ดูเกมโชว์ ดูละคร แล้วเธอเข้านอนหลับไป

เธอ...มองฉันเป็นปิศาจ น่ากลัว เลวร้าย ป่าเถื่อน หยาบคาย ไร้ระเบียบ เห็นฉันเป็นกุ๊ย อันธพาล อะไรทำให้เธอคิดอย่างนั้น?

อะไรทำให้เธอคิดว่า ฉันไร้สาระ เป็นเด็กไม่รู้จักโต เอาแต่นั่งเล่นสนุก ผลาญเวลาอย่างไร้จุดหมาย??

ฉัน...ดูหน้าตาท่าทางไม่น่าใว้ใจ รุ่มร่าม คุกคาม ก้าวร้าว โดยรูปลักษณ์ก็แปลกประหลาด เหมือนคนบ้า คนวิกลจริต หัวแข็งหัวดื้อและเป็นขบถ

ฉัน...ไร้กฏเกณฑ์ นอกลู่นอกทาง เป็นไอ้จอมวายร้ายปั่นป่วนความสุข

ฉัน...เรียนศิลปะ ฉันศึกษาความงาม เขียนทั้งรูป สร้างบ้าน ประดับแต่ง หรือขุดคุ้ย แต่ศิลปะก็แค่ทางผ่านเป็นเพียงสื่อกลางให้ฉันได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ต้นกำเนิดของตัวฉัน... เรียนรู้ชีวิตและโลก

เธอ...ใช้หัวสมอง
ฉัน...ใช้จิตใจ
เธอ...ขบคิด พิจารณา
ฉัน...รู้สึกสัมผัส
แต่...คนเราใช้สมองโดยไม่ใช้หัวใจได้หรือ ?
และคนเราใช้แต่หัวใจโดยไม่ใช้สมองได้หรือ ?

เหตุใดเธอกับฉันจึงไม่แลกเปลี่ยนกันล่ะ

แทนที่การชูความขัดแย้งต่างๆ เรามาแลกเปลี่ยนกันมาสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมองและใจดีไหม?

ฉันเคารพนับถือในความรู้ของเธอ เรามาแลกกันไหม

ฉันมีจินตนาการสวยงามไร้การครอบงำตั้งเยอะแยะ
คงเพราะ ฉันมีเจตจำนงเสรีเป็นของตน ฉันจึงต้องกลาย เป็นขบถในสายตาเธอ กฏเกณฑ์ในสังคม ค่านิยมแห่ง ยุคสมัยไม่สามารถครอบงำฉันได้ ฉันมีเสรีอย่างที่ซาร์ตกล่าว เธอรู้ไหม ฉันรักที่นี่มาก ไม่ใช่จำเพาะวังท่าพระ หรือสนามจันทร์ แต่เป็นศิลปากรเพราะมันสอนให้ฉันได้พบว่า การเรียนรู้ต้องมีเสรี ในรั้วรอบสีเขียวนี้ ฉันใช้มันเพื่อแสวงหา

เธอร้องเพลง SANTA LUCIA ได้ไหม ฉันร้องกลิ่นจันทร์ได้นะ ฉันชอบ

โดย ศุภัชฒระ

..............................................................

ไปเจอบทความนี้มา ... แอบเข้าตัวเองนิดหน่อย 
สนามจันทร์กับท่าพระ ... ไกลกันชะมัดเลยว่ะ

แต่อย่างน้อยๆเราก็ Crossingover กันจนแทบไม่เหลือความแตกต่างแล้วล่ะนะ 555+
อยู่ปิโตรเคมี เรียนแทนกรุ(ที่อยู่สายวิทย์กะเมิงมา 3 ปี  แต่ยังดุลสมการเคมีไม่ค่อยจะเป็นเลย)ด้วยละกัน


คิดถึง  รู้ไว้ด้วย!  
(ขออภัยว่ากรุพยายามหวานแล้ว  ได้เท่านี้ ... )

..............................................................

เพลง : คำถาม

ศิลปิน : ท๊อฟฟี่ (Lucks Music)



คำถามที่ใครต่างคนหาความหมาย
ที่แท้ของคำว่าความรัก
และฉันก็เป็นหนึ่งคนนั้นอยากถาม
และคอยจะได้เจอกับคนรัก

และในวันนี้เมื่อฉันนั้นได้พบเธอ
ก็รู้สึกว่ารักแต่ให้ความหมายไม่ได้
ก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะนิยามอย่างไร

(ก็ความรัก) มันเป็นข้อความลึกๆของใจ
จะถามว่าหน้าตาเป็นแบบไหน
ฉันคิดว่าคงหน้าตาเหมือนเธอ

ก็ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้
ช่วยฉันให้มีความสุขไม่ว่าอยู่ไหน
เธอรู้ไหม ทุกครั้งที่ใกล้เธอเป็นแบบนี้

และในวันนี้เมื่อฉันนั้นได้พบเธอ
ก็รู้สึกว่ารักแต่ให้ความหมายไม่ได้
ก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะนิยามอย่างไร

(ก็ความรัก) มันเป็นข้อความลึกๆของใจ
จะถามว่าหน้าตาเป็นแบบไหน
ฉันคิดว่าคงหน้าตาเหมือนเธอ

ก็ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้
ช่วยฉันให้มีความสุขไม่ว่าอยู่ไหน
เธอรู้ไหม ทุกครั้งที่ใกล้เธอเป็นแบบนี้

(ก็ความรัก) มันเป็นข้อความลึกๆของใจ
จะถามว่าหน้าตาเป็นแบบไหน
ฉันคิดว่าคงหน้าตาเหมือนเธอ

ก็ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้
ช่วยฉันให้มีความสุขไม่ว่าอยู่ไหน
เธอรู้ไหม ทุกครั้งที่ใกล้เธอเป็นแบบนี้

Fic คู่แท้ 2 โลก Ulquiorra x Orihime ค่ะ 
แต่งยากมากฟิคนี้ ยากยิ่งกว่านอยxเนลอีก - - คงเพราะเดาความรู้สึกแต่ละคนยากล่ะมั้ง คนนึงเงียบแบบเย็นชา อีกคนนึงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เป็นพวกเก็บความรู้สึกทั้งคู่อีกต่างหาก
เลยกลายเป็นแต่งไปแต่งมา อุลคิหลุดกระจาย ( << อุลคิหลุดช่างมัน เอาฮิเมะไว้ก่อน ) จริงๆก็กะให้หลุดอยู่แล้วแต่ดันหลุดมากเกิน เป็นงั้นไป ...
แต่งแล้วแอบไม่ค่อยชอบด้วย รู้สึกไม่ได้ดั่งใจยังไงบอกไม่ถูก A5271712-2.gif
เอาเป็นว่าติชมด้วยนะคะ 269804_5197916.gif

..............................


Title : Fade เฟด – แด่ดอกไม้ที่ไร้สี
Parring : Ulquiorra x Orihime
Chapter - 1 : fragile



เอาอีกแล้ว ...

ความรู้สึกเดิมๆหยดลงมาในห้วงการรับรู้อย่างชินชาขณะที่มือขาวซีดยกขึ้นแตะเบาๆที่บานประตูห้องๆหนึ่ง มันเป็นเพียงแค่ห้องธรรมดา เป็นห้องหินสีขาวเย็นชืดอย่างที่หาได้ทั่วไปในลาส์นอเช่ส์แห่งนี้ ไร้ชีวิต ... น่าเบื่อ หากเพียงแต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นทำให้มันต่างออกไป อย่างน้อยก็ในสายตาของเขา

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่เขาเริ่มลังเลที่จะก้าวเข้าไปในห้องนี้

มือผอมเกร็งผละออกไปขณะนัยน์ตาสีเขียวใสหรุบลงต่ำ เรือนผมดำขลับที่ครึ่งหนึ่งถูกปิดด้วยหน้ากากรูปทรงแปลกตาตกลงมาปรกใบหน้า เสียงแปลกๆที่ดังมาจากในห้องนั้นทำให้เขารู้ว่า “เธอ” กำลังทำแบบเดิม ... ทำในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

ทนฟังได้อีกเพียงพักเดียวร่างโปร่งบางก็ค่อยหันกลับเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งหน้าที่ๆตนต้องทำไว้ด้านหลังอย่างจงใจ ... บางที ... เขาอาจกำลังหวาดหวั่นอยู่ก็ได้ ?

หวาดหวั่นว่า”เธอ”กำลังทำให้โลกของเขา ... ต้องเปลี่ยนแปลง

..............................

ย้อนกลับไปเมื่อวาน

“ อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะ “

เสียงที่แทบไม่มีโทนสูงต่ำใดๆมีผลต่อร่างๆหนึ่งที่คู้ตัวอยู่เหนือโต๊ะตัวเดียวในห้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ มือเรียวเล็กแทบปัดกระดาษตกโต๊ะขณะที่เจ้าตัวถึงกับสะดุ้งเฮือก “ อ ... อุลคิโอร่า ? “ เธอพูดติดขัดเหมือนยังไม่หายตกใจ แต่อย่างน้อยสีหน้าเธอก็ดีขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเขา “ เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย -- “

ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่คำตอบที่เขาสนใจ ดวงตากลมโตไร้ความรู้สึกกราดมองไปยังสิ่งเดียวที่เขาสนใจในห้องนี้ ... มื้ออาหารประจำวันของเธอ ... เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่ถูกแตะต้อง

สายตาเย็นเยียบที่ตวัดกลับมามากเกินพอจะทำให้เด็กสาวรีบหลบสายตาเหมือนรู้ว่าตนทำผิด “ คราวนี้มีปัญหาอะไรอีกล่ะ ทำไมถึงไม่ยอมกิน ? “

“ เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร ... “ เธอพึมพำ ดูจะหงอยไปหน่อยกับท่าทีเย็นชานั้น แล้วก็กลับมายิ้มฝืนๆต่อได้แทบจะทันที “ ขอโทษนะ ชั้นจะกินเดี๋ยวนี้แหล่ะ “

คำพูดดีๆช่างตรงข้ามกับความเย็นชาที่เขาแสดงออกเหลือเกิน ผู้ฟังจ้องเธออยู่พักหนึ่ง แล้วก็เหมือนจะยังไม่พอใจในคำตอบ ร่างในเครื่องแบบขาวปลอดก้มลงหยิบกระดาษที่เธอทำอะไรบางอย่างกับมันอยู่เมื่อครู่นี้ขึ้นมา รวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะรั้งเขาไว้ได้ทัน

“ นี่อะไร ? “

นัยน์ตาสีเขียวใสไม่มองมันเลยซักนิดตอนที่เขาพลิกมันมาหาเธอแล้วถาม ทำให้ผู้ฟังชักไม่แน่ใจว่าเขาต้องการคำตอบแบบไหนกัน

“ เอ้อ ... กระดาษวาดรูป “

“ อะไรคือ”วาดรูป” ? “

“ ก็การเอาดินสอหรืออะไรก็ได้มาขีดเส้นให้เป็นรูปไง จะทำเป็นรูปอะไรก็ได้ที่เราต้องการ มีอยู่หรือไม่มีอยู่จริงก็ได้น่ะ “

เอสปาด้าหนุ่มยังคงนิ่งเฉย นั่นเริ่มทำให้เธอตระหนักได้ถึงบางอย่าง “ ที่ลาส์นอเช่ส์ไม่มีแบบนี้เหรอ “

“ ไม่ “ อุลคิโอร่าปฏิเสธสั้นๆ จริงๆแล้วเขาไม่แม้แต่จะเข้าใจความหมายสิ่งที่เธออธิบาย เขาพลิกกระดาษมามองรูปที่เธอวาดเป็นครั้งแรก

เขาเพิ่งได้เห็นสิ่งที่เธอเรียกว่า” รูปวาด ” ชัดๆ ในสายตาเขามันเป็นเส้นสีดำที่ลากเป็นรูปร่างยากจะเข้าใจบนแผ่นกระดาษสีซีด ไม่ใช่เพราะลายเส้นเหมือนเด็กหัดละเลง แต่มันเป็นรูปร่างกลมกับอีกหลายสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นจริงๆในฮูเอโก้มุนโด้นี้

เกือบในทันที ร่างกายของเขามีปฏิกิริยากับรูปนั้น ปฏิกิริยาแปลกประหลาดที่พุ่งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

เธอคิดว่าเธอกำลังทำอะไรที่นี่เหรอ ?

“ จริงๆแล้วรูปนั้นอยากใช้สีส้มหรือสีแดง แต่อยู่ที่นี่หาสีแบบนั้นไม่ได้เลยใช้สีดำแทนไปก่อนน่ะ แต่ก็ยังดูออกใช่มั้ยว่าเป็นอะไร? “ เธออธิบายอย่างร่าเริง ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงดูสดใสขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องหยุดเมื่อสังเกตว่าสายตาของเขานิ่งอย่างผิดสังเกต “ เอ้อ ... ดูไม่ออกสินะ แหะๆ ที่จริงชั้นวาดรูปไม่ได้เรื่องหรอก “

แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ฟัง สายตาที่จ้องค้างที่กระดาษแผ่นนั้นดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

ริมฝีปากสีซีดขยับจะพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา นั่นทำให้เด็กสาวผิดสังเกต “ อุลคิโอร่า -- ? “

“ ลาส์นอเช่ส์ไม่มีใครวาดรูป “ เอสปาด้าหนุ่มย้ำคำเหมือนตัดบท ไม่สนใจสีหน้าอีกฝ่ายที่ยังปรับอารมณ์ตามไม่ทัน “ และไม่มีใครต้องการรูปวาด อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะ นี่มันไร้สาระ เลิกทำได้แล้ว “

โดยที่ผู้ฟังยังงงอยู่ – หรือเริ่มเข้าใจลางๆว่าเธอเข้าใจผิดไปเสียแล้ว เจ้าของมือขาวซีดก็เดินถือกระดาษแผ่นนั้นไปยังถังผงอีกมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะหย่อนมันทิ้งอย่างไม่ใยดี

เจ้าของนัยน์ตาสีส้มแดงร้องออกมาอย่างตกใจ “ ทำอะไรน่ะ --- ! “

“ การวาดรูปไม่จำเป็น มันไม่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้หรอก กินอาหารแล้วทำอะไรที่ควรทำไปซะ หน้าที่ของเจ้าคือมีชีวิตอยู่จนกว่าท่านไอเซ็นจะเรียกใช้เท่านั้นไม่ใช่ทำอะไรไร้สาระที่นี่ ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้คุมเจ้ากินอาหารจนกว่าจะเสร็จ เข้าใจแล้วก็กินได้แล้ว “

สั่งเสร็จก็กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ยาวฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้โอริฮิเมะนั่งตัวแข็งพูดอะไรไม่ออก นึกเสียใจที่คิดว่าเขาจะรู้สึกอะไรบ้าง เธอน่าจะรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของเขามีแค่ควบคุมให้เธอทานอาหารในแต่ละวันก็เท่านั้น เธอกัดริมฝีปากขณะที่ยกสำรับอาหารมาตั้งบนโต๊ะและเริ่มกินอย่างเงียบๆ จนในที่สุดช้อนส้อมถูกรวบเก็บและจานถูกนำออกไปโดยเอสปาด้าหนุ่มก่อนจะปิดประตูไล่หลัง

แต่หลังประตูห้องที่ถูกปิดลงกลับเป็นเขาเสียเองที่ต้องยืนรวบรวมสติอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตากลมโตไร้อารมณ์จ้องมองกำแพงสีขาวตรงหน้า ให้เวลาตัวเองขณะเก็บเศษของอารมณ์ที่ควรจะมั่นคงให้กลบมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง เป็นครั้งแรกจริงๆที่เขาออกอาการไม่ชอบใจ ... รูปภาพไร้สาระนั่นกดดันเขา ... เป็นความรู้สึกที่ราวกับมีสิ่งที่แปลกปลอมหลุดเข้ามาในหลุมหลบภัยที่เงียบเชียบ ... กดดันด้วยความรู้สึกที่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขารู้จัก

เขาอ่อนแอขนาดนี้ ... รู้สึกถูกคุกคามได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ

อุลคิโอร่าถอนหายใจ เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่เขาทำอย่างที่สองในวันนี้ เพิ่งสังเกตว่าตนยังไม่ได้เดินไปไหนไกลจากหน้าห้องของเธอด้วยซ้ำ มือขาวซีดยกขึ้นลูบหน้าผาก รู้สึกเหมือนบางอย่างในตัวกำลังสั่นคลอน ...

ผู้หญิงคนนี้มาจากที่ๆเขาไม่คุ้นเคย ทำในสิ่งที่เขาไม่อาจคิดฝันถึง

และมันมากไปสำหรับเขา