FICTION

Fic - Decayed Beast - NoixNell

posted on 26 Apr 2008 18:01 by crescentsweet  in BLEACH, FICTION

คำเตือนก่อนค่ะ ...
1.) เนล x นอย !!! (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ เนลนอย -w-"")
2.) แอบ SM เล็กน้อย
3.) ไม่มีเนื้อเรื่อง แถมยาวขนาดหนัก เพ้อเป็น Poem เอาอย่างเดียวค่ะ
4.) ฟิคเรื่องแรกในชีวิตไม่นับนิยาย  อย่าเอาอะไรมากเลยค่ะ



.............

ไกลเหลือเกิน
ท้องฟ้านั่น ... ยังคงห่างไกลออกไป
..............

ข้าเกลียดความว่างเปล่า
เกลียดผืนทรายที่ทอดยาวไปไม่สิ้นสุด เกลียดราตรีนิรันด์กาลแสนเย็นเยียบ
และที่เกลียดยิ่งกว่าคือทุกชีวิตที่ต้องพึ่งพาความว่างเปล่านั้น
ข้าฟาดฟัน ... เข่นฆ่าไปเรื่อย
มาคิดดูแล้วนั่นอาจเป็นเพราะข้าโมโหความว่างเปล่าเหล่านั้นก็เป็นได้
ข้าอยากเข้มแข็ง ... เป็นหนึ่งในใต้ฟ้าและผืนทราย อาจเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำลายได้มากที่สุด
ก่อนจะฝังร่างตนเองลงกับพื้นทราย เฝ้ามองโลกที่ข้าพยายามทำลายดำเนินเวลานิจนิรันดิ์ของมันต่อไป
… ยังคงว่างเปล่า...
..............

นางปรากฏตัวต่อหน้าข้าที่ถือกำเนิดอีกครั้งในคุกสีขาว
ทุกสิ่งทุกอย่างของนาง ... กัดกร่อนข้า ย้ำเตือนให้ข้านึกถึงความว่างเปล่าที่ไม่อาจหนีจากมันได้

โดยเฉพาะดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น สายตาที่ราวกับไม่เคยมองเห็น ไม่เคยรับรู้ความสิ้นหวังที่เกาะกุมอยู่ทุกลมหายใจของโลกใบนี้

ราวกับท้องฟ้า ... ที่บดขยี้ผู้อยู่เบื้องล่างได้โดยเพียงแค่สบตากับมัน
มันว่างเปล่าไปรึไง ... หรืออาจจะสูงเกินไป
หรืออาจจะแค่ .. มันเป็นอิสระจากสิ่งที่ข้าดิ้นรนหนี ... เท่านั้น
..............

ข้าอาจจะแค่ทนตัวเองไม่ได้
นางยืนหยัดอย่างเข้มแข็งอยู่ในโลกที่ว่างเปล่า แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความว่างเปล่านั้น
ขณะที่ข้าทุรนทุรายพยายามทำลายมันให้สิ้นไป แม้ว่ามันจะหมายถึงตัวเองด้วยก็ตาม
ข้าทนสภาพตัวเองที่อยู่ต่อหน้านางไม่ได้
..............

“ มองเจ้าแล้วข้าหดหู่ ”
นางพูดกับข้าเป็นครั้งแรกในตอนที่ข้าพ่ายแพ้นางในการดวลเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

ในการกระทำนั้นข้าอาจจะทำเพื่อป้องกันตัวเอง
ป้องกันไม่ให้ร่างกายถูกแผดเผาเป็นธุลีต่อหน้าท้องฟ้าที่ไม่สามารถละสายตาได้นั้น
ข้าต้องชิงทำลายนาง

“ เจ้ามันสัตว์ร้าย เป็นแค่สัตว์ที่วิ่งเตลิดไปตามสัญชาติญาณเท่านั้น “

นั่นคือคำที่นางใช่เรียกข้าเมื่อข้าพุ่งความโกรธเกลียดไปที่นางหนักเข้า
ข้าโกรธ ... แต่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงการกระทำ บางทีอาจเพราะไม่รู้วิธีอื่นที่จะทำกับท้องฟ้านั้นนอกจากอยากจะฉีกให้เป็นชิ้นๆคามือตัวเอง
หรืออาจจะแค่ .. แสงสว่างที่ส่องลงมาจากท้องฟ้า ทำให้สัตว์ร้ายตัวหนึ่งรู้ว่าเงาของตนมืดแค่ไหน
ต่อหน้าท้องฟ้าผืนนั้น มันอาจไม่มีทางเป็นอื่นได้นอกจากนี้
เพราะเข้าใกล้ในสิ่งที่เหมือนกันไม่ได้ ... ข้าจึงเป็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม

บางที ... ข้าอาจเต็มใจหยุดตัวเองไว้ที่ “ สัตว์ร้าย “ ตามที่นางตราหน้าให้ ... โดยไม่รู้ตัว
..............

ข้าต้องการทำลายนาง ... ต้องการทำลายท้องฟ้าผืนนั้นจริงหรือ

ต้องการให้มันหายลับไปจากสายตา ...
หรืออยากจะกระชากลงมากับมือ กดลงกับพื้นให้คลุกฝุ่นทราย แล้วเริ่มต้นกัดกินอย่างตะกละตะกลาม
ดูดเลียเนื้อขาวๆนั่น ก่อนจะกัดให้จมเขี้ยว อ้างสิทธิ์ในทุกสิ่งทุกอย่าง ชิมรสชาติของเลือดและความพ่ายแพ้ของนาง
... ก่อนจะยัดเยียดความแปดเปื้อน มองร่างนั้นบิดกระชากอย่างไร้ทางสู้ด้วยอารมณ์ที่ถูกปรนเปรอให้ แล้วขยี้ให้แหลกเหลวไปกับมืออย่างผู้ชนะ ...

มันเกือบจะเกิดขึ้นจริงในวันที่ข้ากับนางต้องออกไปปฏิบัติภารกิจด้วยกัน

เลือดสีแดงฉานไหลรินจากแผลบริเวณข้อมือของนาง ชโลมไปทั่วฝ่ามือที่ขาวราวกับเครื่องแก้วนั้น ปลุกให้สัญชาติญาณแบบสัตว์ร้ายตื่นขึ้นมา
ข้าฉวยข้อมือขาวโพลนนั้นไว้ สัมผัสได้ถึงเลือดอุ่นๆของนาง
ดวงตาสองคู่สบกัน ... ราวกับมีสัญญาณแปลกๆบอกให้รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ข้าไม่หยุด ... ไม่คิดจะหยุด ที่นี่ห่างไกลจากปราสาทสีขาวที่พันธนาการไว้ด้วยตำแหน่งและลำดับชั้นมากมาย กลางทะเลทรายนี้มีเพียงกฎของสัตว์ป่าเท่านั้น

แต่น่าแปลก...ทั้งที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นางกลับไม่มีท่าทีใดๆ ไม่แม้แต่จะชักมือกลับ
นางแค่จ้องมองข้า ... มองด้วยสายตาที่ท้าทายให้ข้าทบทวนตัวเอง ... ว่าข้าต้องเช่นนั้นจริงหรือ
ใช่ ... มันน่าทุเรศที่สุด ...
ในสถานการณ์จวนเจียนแบบนั้น ... ข้าก็ยังเป็นฝ่ายถูกนางไล่ต้อน !!

ข้ากลับจากภารกิจในสภาพที่สติแตกกว่าเก่า ท้าสู้กับนางไม่เว้นแต่ละวัน
ข้ารู้ ... รู้แต่แรก นางไม่ใช่สิ่งที่จะเอาชนะได้ด้วยวิธีการนั้น ไม่ใช่เลย ...
แล้วจะมีวิธีอื่นใดอีกที่กงเล็บของสัตว์ร้ายจะเอื้อมไปถึงท้องฟ้าได้ … ?

ข้าร่ำร้อง ... ร่ำร้องอย่างบ้าคลั่งให้นางฆ่าข้า
ก่อนที่ข้าที่จนตรอกจะทำบางสิ่งลงไป

นางไม่ทำ
..............

รอยแผลที่ถูกแสงสว่างเผาไหม้ ... กำลังกัดกิน ...
เงามืดที่ไม่รู้วิธีไขว่คว้า ... กำลังกัดกร่อน
..............


จบไป 1 shot

แบบว่าอยากเขียนฟิคคู่นี้มานานแล้ว แต่ว่าอิเฟรนดันไม่เคยเขียนฟิค เขียนที่ก็ยาวเป็นนิยายไปเลย ถ้าอืดขึ้นก็ไม่จบอีก TTwTT
เลยคิดอยู่เป็นเดือนว่าจะเขียนฟิคสั้นยังไงดี จบที่มาเป็น poem แบบนี้แหล่ะค่ะ
(จริงๆใช้ธีมเดียวกับฟิคยาวที่คิดไว้ แต่เอาแค่ธีมมาเขียนเป็น poem เอา)

ไม่หวังให้มีคนอ่าน ถึงจะมีคอมเมนท์ (จะมี?) อิเฟรนก็ไม่กล้าอ่านคอมเมนท์อยู่ดีค่ะ  

Fic - Decayed Beast - NoixNell - จบ

posted on 28 Apr 2008 11:06 by crescentsweet  in BLEACH, FICTION

ราวกับเป็นราตรีที่ท้องฟ้าร่วงหล่น
ท้องฟ้าที่ข้าชิงชัง ... ท้องฟ้าที่ข้าไล่ตาม ท้องฟ้าที่ข้าอยากจะอยู่เหนือมันมาตลอด บัดนี้นอนอยู่แทบเท้าข้า …

ของเหลวสีแดงเข้มสาดกระจายไปทั่วเชิงบันไดสีขาว ช่างตัดกันจนชัดเจนในความรู้สึก ... และยิ่งชัดเจนกว่ากับสิ่งเดียวกันที่ชโลมอยู่บนคมง้าววงพระจันทร์ในมือข้า
หน้ากากบนศีรษะของนางแตก เผยให้เห็นแผลเหวอะหวะกลางศีรษะที่แทบจะแยกมันออกเป็น 2 ซีก ผ่ายาวลงมาจนถึงกลางแสกหน้า
... นางยังคงมีลมหายใจ ... แต่ก็เพียงแผ่วๆ ไม่จำเป็นฉลาดเพื่อจะรู้ว่าเมื่อนางฟื้นขึ้นมา ... ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

... นี่คือสิ่งที่ข้าหวังงั้นหรือ ...

ถ้าเช่นนั้นแล้วทั้งที่นางก็นอนอยู่ตรงนั้น ทำไมข้ากลับไม่รู้สึกว่าข้าได้เอาชนะนาง ... หรือแม้แต่จะเข้าไปใกล้นางมากขึ้นมาเลย
... จิตใจที่ด้านชานั้น … ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไปแล้ว ...
..............

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หลังจากเวลานั้น
ราวกับเวลาได้ย้อนกลับไป ... ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
รอยไหม้จากแสงสว่างค่อยๆจางหายไป
หายไปพร้อมๆกับท้องฟ้า

แต่ท้องฟ้าที่หายไป ... ก็ได้ขโมยลมหายใจของสัตว์ร้ายหายไปด้วยเช่นกัน
..............

ในความเงียบเชียบของทะเลทรายและความเนิ่นนานของเวลา
มีเพียงท้องฟ้าเท่านั้นไม่ใช่หรือที่สัตว์ร้ายจับจ้อง ขู่คำราม พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไปถึงมัน
ท้องฟ้าผืนนั้นปัดเป่าความว่างเปล่าไปจนสิ้น ... ไม่ใช่หรือ ?

สัตว์ร้ายไม่รู้ว่ามันได้เรียนรู้ที่จะอยู่ใต้ท้องฟ้า แม้จะไม่เคยชินก็ตาม

โดยไม่รู้ตัว ... สัตว์ร้ายทำลายสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มันมีลงไปกับมือ

สัตว์ร้าย ... สูญเสียทุกอย่าง
..............

ข้าเคยออกตามหาเศษซากของท้องฟ้า แม้จะไม่รู้ว่าจะอยู่ในสภาพไหน
ไม่รู้แม้แต่ว่าจะเหลืออะไรอยู่บ้าง
สิ่งที่ข้าได้พบคือร่างเล็กจ้อย ... ไร้พลัง ... ไร้ความทรงจำทุกอย่าง เหลือแต่ดวงตากลมโตที่จ้องมองข้าอย่างสงสัย

... ข้าไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไร ...
นี่คือเศษซากของท้องฟ้าที่ยิ่งใหญ่ ท้องฟ้าที่เคยไล่ต้อนข้าจนไม่เหลือสภาพ
ข้ายื่นมือออกไปจะแตะตัวนาง แต่เหมือนความทรงจำเลือนรางในคืนนั้นยังคงอยู่ นางเบิกตาโพลงอย่างตกใจก่อนจะวิ่งไปซ่อนหลังต้นไม้หินควอตซ์
มันไม่จำเป็นเลย ... เพราะข้าหยุดมือไปตั้งแต่แรกแล้ว
ข้าแตะต้องนางไม่ได้ ...

นั่นไม่ใช่ท้องฟ้าที่ข้ารู้จัก ไม่ใช่ท้องฟ้าผืนเดิม ... หากแต่ ... เป็นเศษซาก เป็นเงาของท้องฟ้าสูงลิบที่สะท้อนลงบนผืนน้ำเท่านั้น
แม้แต่ในเวลาที่ข้าคิดว่าทำลายมันลงได้ ... สิ่งที่ข้าได้จากท้องฟ้า ก็คือมันยิ่งหนีห่างข้าไปอยู่ในที่ๆข้าเอื้อมไม่ถึง …
ไม่ว่ายังไง ... ข้าก็ไม่เคยเอื้อมไปถึงนาง
..............

ไม่เคยคิดว่าจะได้พบกันอีก
ความทรงจำเกี่ยวกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง กระชากนางกลับมาสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
... ไม่เคยนึกฝัน ... สัตว์ร้ายกลับมาหายใจอีกครั้ง ลนลานหายใจใต้ท้องฟ้าที่มันเคยสูญเสียไปแล้วครั้งหนึ่ง

.... ยังคงโง่เง่า ...
.... ยังคงตะเกียกตะกายไขว่คว้า ....
แต่ข้าเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้เอง ทำไมกงเล็บของข้าจึงไม่เคยไปถึงที่สูงนั่น
คำว่าสัตว์ที่นางตราหน้า และสัตว์ร้ายที่ข้าตราตัวเอง ... ด้วยความคิดที่ว่าไม่อาจจะเหมือนกันได้นั้น
.... ถ่วงขาข้าไว้กับพื้นดินตลอดมา

สัตว์ร้าย ... ไร้ค่าเกินไปตั้งแต่แรก
และข้าอาจจะรู้อยู่แล้ว ...
..............

แม้ท้องฟ้าคงไม่มีวันมองเห็นสิ่งเล็กๆด้านล่าง
แต่สัตว์ร้ายตัวหนึ่ง ... ได้อาศัยอยู่กับท้องฟ้าตลอดมา

และสิ่งเดียวที่มันต้องการแต่แรกอาจจะเพียงแค่ ... ได้อยู่ใต้ท้องฟ้าเท่านั้น
..............

ปลายทางของข้ายังคงมุ่งไปที่จุดๆเดียว ที่ยังคงเป็นความว่างเปล่าเหมือนที่ผ่านมา
ที่เปลี่ยนไปคือข้ายิ่งเร่งเร้า ดิ้นรนให้เวลาของตนเองหมดลงเพื่อจะได้ไปถึงจุดนั้น

สัตว์ร้ายค้นพบที่ของมันในที่สุด …
... ที่ๆกรงเล็บของมันไม่เคยเฉียดไปใกล้
... แม้แต่เสียงคำรามของมันก็อาจไม่เคยไปถึง

แต่สัตว์ร้ายก็ไม่อาจอยู่โดยไม่มีมันได้อีกต่อไป

ข้าเคยหวังจะฝังร่างตัวเองไว้กับพื้นทราย ... ให้ความว่างเปล่ากลบฝังข้าที่ว่างเปล่า ... แต่ตอนนี้มันไม่ใช่
ลานสายตาของสัตว์ร้ายไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่าอีกต่อไป
ตอนนี้ที่ตายของข้า ... มีเพียงใต้ท้องฟ้าผืนนั้นเท่านั้น …
... ไม่ว่าจะเป็นเศษซาก
... หรือท้องฟ้าที่ไล่ต้อนข้าก็ตามที

ข้าต้องการจะตายใต้ท้องฟ้า …ท้องฟ้าที่ให้ที่อยู่ในโลกที่ไร้ความหวังกับข้า
ผืนฟ้าที่สะบั้นเอาความว่างเปล่ารอบตัวข้าไปจนหมด
... รวมทั้งข้าที่หลอมรวมกับความว่างเปล่านั้น ...
ข้าไล่ล่าทำลายล้าง
... เพื่อให้ตัวเองไร้ค่ายิ่งขึ้นไป
... และถูกกัดกร่อนไปจนสิ้น ขณะแหงนมองท้องฟ้าที่ทอดตัวเหนือความว่างเปล่านั้น
แหงนมองนาง ...
ที่ไม่เคยแปดเปื้อนด้วยความสิ้นหวังเช่นตัวข้า …

… นี่คือสิ่งที่ข้าปรารถนา ...


… สัตว์ร้ายได้ตายลงในที่ของมัน ...


...................

ย๊ากกกส์ส์ส์ส์ จบแล้วฟิคเรื่องแรกในชีวิต ( มันฟิครึเปล่าเนี่ย  เอาเป็นว่า fanwork ละกัน )

เขียนไปเขียนมารู้สึกว่านอยมันมาโซ 555+

จริงๆอยากเขียนแบบรั่วสุดชีพกับแบบหวานๆน่ารักมากกว่า  พยายามหลายครั้งมากแต่ทำไม่ได้  แค่คิดพล๊อตให้ไม่เครียดหรือหดหู่ก็ไม่ได้แล้ว

ตอนอ่านฟิคก็ชอบอ่านแบบรั่วๆไม่ก็แบบหวานๆ  พอตัวเองมาเขียนบ้างดันเครียดซะนี่ -*-

นิยายอิเฟรน  พระเอกหักแขนนางเอกตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรกค่ะ -*- << มันรักกันยังไงเนี่ย  ไปต้องไปนับถึงฟิคเลย

Fic คู่แท้ 2 โลก Ulquiorra x Orihime ค่ะ 
แต่งยากมากฟิคนี้ ยากยิ่งกว่านอยxเนลอีก - - คงเพราะเดาความรู้สึกแต่ละคนยากล่ะมั้ง คนนึงเงียบแบบเย็นชา อีกคนนึงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เป็นพวกเก็บความรู้สึกทั้งคู่อีกต่างหาก
เลยกลายเป็นแต่งไปแต่งมา อุลคิหลุดกระจาย ( << อุลคิหลุดช่างมัน เอาฮิเมะไว้ก่อน ) จริงๆก็กะให้หลุดอยู่แล้วแต่ดันหลุดมากเกิน เป็นงั้นไป ...
แต่งแล้วแอบไม่ค่อยชอบด้วย รู้สึกไม่ได้ดั่งใจยังไงบอกไม่ถูก A5271712-2.gif
เอาเป็นว่าติชมด้วยนะคะ 269804_5197916.gif

..............................


Title : Fade เฟด – แด่ดอกไม้ที่ไร้สี
Parring : Ulquiorra x Orihime
Chapter - 1 : fragile



เอาอีกแล้ว ...

ความรู้สึกเดิมๆหยดลงมาในห้วงการรับรู้อย่างชินชาขณะที่มือขาวซีดยกขึ้นแตะเบาๆที่บานประตูห้องๆหนึ่ง มันเป็นเพียงแค่ห้องธรรมดา เป็นห้องหินสีขาวเย็นชืดอย่างที่หาได้ทั่วไปในลาส์นอเช่ส์แห่งนี้ ไร้ชีวิต ... น่าเบื่อ หากเพียงแต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นทำให้มันต่างออกไป อย่างน้อยก็ในสายตาของเขา

ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่เขาเริ่มลังเลที่จะก้าวเข้าไปในห้องนี้

มือผอมเกร็งผละออกไปขณะนัยน์ตาสีเขียวใสหรุบลงต่ำ เรือนผมดำขลับที่ครึ่งหนึ่งถูกปิดด้วยหน้ากากรูปทรงแปลกตาตกลงมาปรกใบหน้า เสียงแปลกๆที่ดังมาจากในห้องนั้นทำให้เขารู้ว่า “เธอ” กำลังทำแบบเดิม ... ทำในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ

ทนฟังได้อีกเพียงพักเดียวร่างโปร่งบางก็ค่อยหันกลับเดินจากไปเงียบๆ ทิ้งหน้าที่ๆตนต้องทำไว้ด้านหลังอย่างจงใจ ... บางที ... เขาอาจกำลังหวาดหวั่นอยู่ก็ได้ ?

หวาดหวั่นว่า”เธอ”กำลังทำให้โลกของเขา ... ต้องเปลี่ยนแปลง

..............................

ย้อนกลับไปเมื่อวาน

“ อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะ “

เสียงที่แทบไม่มีโทนสูงต่ำใดๆมีผลต่อร่างๆหนึ่งที่คู้ตัวอยู่เหนือโต๊ะตัวเดียวในห้องได้อย่างไม่น่าเชื่อ มือเรียวเล็กแทบปัดกระดาษตกโต๊ะขณะที่เจ้าตัวถึงกับสะดุ้งเฮือก “ อ ... อุลคิโอร่า ? “ เธอพูดติดขัดเหมือนยังไม่หายตกใจ แต่อย่างน้อยสีหน้าเธอก็ดีขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเขา “ เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย -- “

ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่คำตอบที่เขาสนใจ ดวงตากลมโตไร้ความรู้สึกกราดมองไปยังสิ่งเดียวที่เขาสนใจในห้องนี้ ... มื้ออาหารประจำวันของเธอ ... เป็นอีกครั้งที่มันยังไม่ถูกแตะต้อง

สายตาเย็นเยียบที่ตวัดกลับมามากเกินพอจะทำให้เด็กสาวรีบหลบสายตาเหมือนรู้ว่าตนทำผิด “ คราวนี้มีปัญหาอะไรอีกล่ะ ทำไมถึงไม่ยอมกิน ? “

“ เปล่า ไม่ได้เป็นอะไร ... “ เธอพึมพำ ดูจะหงอยไปหน่อยกับท่าทีเย็นชานั้น แล้วก็กลับมายิ้มฝืนๆต่อได้แทบจะทันที “ ขอโทษนะ ชั้นจะกินเดี๋ยวนี้แหล่ะ “

คำพูดดีๆช่างตรงข้ามกับความเย็นชาที่เขาแสดงออกเหลือเกิน ผู้ฟังจ้องเธออยู่พักหนึ่ง แล้วก็เหมือนจะยังไม่พอใจในคำตอบ ร่างในเครื่องแบบขาวปลอดก้มลงหยิบกระดาษที่เธอทำอะไรบางอย่างกับมันอยู่เมื่อครู่นี้ขึ้นมา รวดเร็วเกินกว่าที่เธอจะรั้งเขาไว้ได้ทัน

“ นี่อะไร ? “

นัยน์ตาสีเขียวใสไม่มองมันเลยซักนิดตอนที่เขาพลิกมันมาหาเธอแล้วถาม ทำให้ผู้ฟังชักไม่แน่ใจว่าเขาต้องการคำตอบแบบไหนกัน

“ เอ้อ ... กระดาษวาดรูป “

“ อะไรคือ”วาดรูป” ? “

“ ก็การเอาดินสอหรืออะไรก็ได้มาขีดเส้นให้เป็นรูปไง จะทำเป็นรูปอะไรก็ได้ที่เราต้องการ มีอยู่หรือไม่มีอยู่จริงก็ได้น่ะ “

เอสปาด้าหนุ่มยังคงนิ่งเฉย นั่นเริ่มทำให้เธอตระหนักได้ถึงบางอย่าง “ ที่ลาส์นอเช่ส์ไม่มีแบบนี้เหรอ “

“ ไม่ “ อุลคิโอร่าปฏิเสธสั้นๆ จริงๆแล้วเขาไม่แม้แต่จะเข้าใจความหมายสิ่งที่เธออธิบาย เขาพลิกกระดาษมามองรูปที่เธอวาดเป็นครั้งแรก

เขาเพิ่งได้เห็นสิ่งที่เธอเรียกว่า” รูปวาด ” ชัดๆ ในสายตาเขามันเป็นเส้นสีดำที่ลากเป็นรูปร่างยากจะเข้าใจบนแผ่นกระดาษสีซีด ไม่ใช่เพราะลายเส้นเหมือนเด็กหัดละเลง แต่มันเป็นรูปร่างกลมกับอีกหลายสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นจริงๆในฮูเอโก้มุนโด้นี้

เกือบในทันที ร่างกายของเขามีปฏิกิริยากับรูปนั้น ปฏิกิริยาแปลกประหลาดที่พุ่งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

เธอคิดว่าเธอกำลังทำอะไรที่นี่เหรอ ?

“ จริงๆแล้วรูปนั้นอยากใช้สีส้มหรือสีแดง แต่อยู่ที่นี่หาสีแบบนั้นไม่ได้เลยใช้สีดำแทนไปก่อนน่ะ แต่ก็ยังดูออกใช่มั้ยว่าเป็นอะไร? “ เธออธิบายอย่างร่าเริง ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงดูสดใสขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องหยุดเมื่อสังเกตว่าสายตาของเขานิ่งอย่างผิดสังเกต “ เอ้อ ... ดูไม่ออกสินะ แหะๆ ที่จริงชั้นวาดรูปไม่ได้เรื่องหรอก “

แต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ฟัง สายตาที่จ้องค้างที่กระดาษแผ่นนั้นดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

ริมฝีปากสีซีดขยับจะพูดแต่ไม่มีเสียงออกมา นั่นทำให้เด็กสาวผิดสังเกต “ อุลคิโอร่า -- ? “

“ ลาส์นอเช่ส์ไม่มีใครวาดรูป “ เอสปาด้าหนุ่มย้ำคำเหมือนตัดบท ไม่สนใจสีหน้าอีกฝ่ายที่ยังปรับอารมณ์ตามไม่ทัน “ และไม่มีใครต้องการรูปวาด อิโนะอุเอะ โอริฮิเมะ นี่มันไร้สาระ เลิกทำได้แล้ว “

โดยที่ผู้ฟังยังงงอยู่ – หรือเริ่มเข้าใจลางๆว่าเธอเข้าใจผิดไปเสียแล้ว เจ้าของมือขาวซีดก็เดินถือกระดาษแผ่นนั้นไปยังถังผงอีกมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะหย่อนมันทิ้งอย่างไม่ใยดี

เจ้าของนัยน์ตาสีส้มแดงร้องออกมาอย่างตกใจ “ ทำอะไรน่ะ --- ! “

“ การวาดรูปไม่จำเป็น มันไม่ทำให้มีชีวิตอยู่ได้หรอก กินอาหารแล้วทำอะไรที่ควรทำไปซะ หน้าที่ของเจ้าคือมีชีวิตอยู่จนกว่าท่านไอเซ็นจะเรียกใช้เท่านั้นไม่ใช่ทำอะไรไร้สาระที่นี่ ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้คุมเจ้ากินอาหารจนกว่าจะเสร็จ เข้าใจแล้วก็กินได้แล้ว “

สั่งเสร็จก็กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้ยาวฝั่งตรงข้าม ปล่อยให้โอริฮิเมะนั่งตัวแข็งพูดอะไรไม่ออก นึกเสียใจที่คิดว่าเขาจะรู้สึกอะไรบ้าง เธอน่าจะรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่ของเขามีแค่ควบคุมให้เธอทานอาหารในแต่ละวันก็เท่านั้น เธอกัดริมฝีปากขณะที่ยกสำรับอาหารมาตั้งบนโต๊ะและเริ่มกินอย่างเงียบๆ จนในที่สุดช้อนส้อมถูกรวบเก็บและจานถูกนำออกไปโดยเอสปาด้าหนุ่มก่อนจะปิดประตูไล่หลัง

แต่หลังประตูห้องที่ถูกปิดลงกลับเป็นเขาเสียเองที่ต้องยืนรวบรวมสติอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตากลมโตไร้อารมณ์จ้องมองกำแพงสีขาวตรงหน้า ให้เวลาตัวเองขณะเก็บเศษของอารมณ์ที่ควรจะมั่นคงให้กลบมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง เป็นครั้งแรกจริงๆที่เขาออกอาการไม่ชอบใจ ... รูปภาพไร้สาระนั่นกดดันเขา ... เป็นความรู้สึกที่ราวกับมีสิ่งที่แปลกปลอมหลุดเข้ามาในหลุมหลบภัยที่เงียบเชียบ ... กดดันด้วยความรู้สึกที่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เขารู้จัก

เขาอ่อนแอขนาดนี้ ... รู้สึกถูกคุกคามได้ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ

อุลคิโอร่าถอนหายใจ เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่เขาทำอย่างที่สองในวันนี้ เพิ่งสังเกตว่าตนยังไม่ได้เดินไปไหนไกลจากหน้าห้องของเธอด้วยซ้ำ มือขาวซีดยกขึ้นลูบหน้าผาก รู้สึกเหมือนบางอย่างในตัวกำลังสั่นคลอน ...

ผู้หญิงคนนี้มาจากที่ๆเขาไม่คุ้นเคย ทำในสิ่งที่เขาไม่อาจคิดฝันถึง

และมันมากไปสำหรับเขา